โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินมีวิธีการรักษาอย่างไร

โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน คือโรคที่มีการอักเสบของข้อร่วมกับผื่นผิวหนังของโรคสะเก็ดเงิน จัดเป็นโรคหนึ่งในกลุ่มโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบ (spondyloarthropathy) ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่มีอาการอักเสบของข้อต่อกระดูกสันหลังและข้อส่วนรยางค์ของร่างกาย

ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีข้ออักเสบร่วมกับโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยโรคผิวหนังสะเก็ดเงินอาจจะมีหรือไม่มีข้ออักเสบก็ได้ และในบางครั้งผู้ป่วยโรคผิวหนังสะเก็ดเงินที่มีข้ออักเสบก็อาจจะเป็นโรคข้ออักเสบชนิดอื่นที่ไม่ใช่โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินก็ได้ ลักษณะผื่นผิวหนังของโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินมีได้หลายรูปแบบ แต่ที่พบบ่อย คือ ผิวหนังอักเสบเป็นปื้นแดง ลอกเป็นขุย เป็นๆ หายๆ เหตุที่เรียกโรคนี้ว่า “โรคสะเก็ดเงิน” เพราะลักษณะของผื่นในโรคนี้จะเป็นปื้นหรือตุ่มสีแดง ขอบเขตชัดเจน บนผิวของผื่นจะมีสะเก็ดสีขาวคล้ายเงินปกคลุมอยู่ เมื่อแกะเกาสะเก็ดให้หลุดลอกออกจากผิวหนังจะเห็นจุดเลือดออกบนผิวของผื่นที่อักเสบแดง

โดยทั่วไปโรคข้ออักเสบ สะเก็ดเงิน จะมีการดำเนินโรคที่ไม่รุนแรงเหมือนโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีการกำเริบของโรคเป็นระยะๆ สลับกับช่วงที่โรคสงบ อย่างไรก็ตามข้อมูลจากการศึกษาวิจัยพบว่าผู้ป่วยบางกลุ่มจะมีการดำเนินโรคที่รุนแรงจนเกิดความพิการได้ ผู้ป่วยเหล่านี้ได้แก่ ผู้ป่วยที่เป็นโรคตั้งแต่อายุน้อยกว่า 20 ปี มีสารพันธุกรรมบางชนิดเช่น HLA-DR3 มีข้ออักเสบหลายข้อร่วมกับมีการทำลายข้อเกิดขึ้น และมีผื่นผิวหนังสะเก็ดเงินที่รุนแรง ดังนั้นผู้ป่วยที่มีลักษณะดังกล่าวจึงควรได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความพิการ
ยาที่ใช้รักษาโรคนี้มี 2 กลุ่มคือ
1. กลุ่มยาที่บรรเทาได้แก่ ยาที่ออกฤทธิ์บรรเทาอาการอักเสบและเจ็บปวดที่ข้อ เช่น ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สารเสตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drugs, NSAIDs) และยาทาเฉพาะที่เพื่อรักษาผื่นผิวหนังสะเก็ดเงิน เช่น ยาทาเสตียรอยด์ เป็นต้น
2. กลุ่มยาที่สามารถปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคซึ่งจะช่วยให้โรคสงบได้ ผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังหรือรุนแรงแพทย์จะพิจารณาใช้ยาในกลุ่มนี้ซึ่งได้แก่ ยาเม็ทโธเทรกเซท (methotrexate), ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine), ยาไซโคลสปอริน (cyclosporin), และยาเอซาไธโอปรีน (azathioprine) ในระยะหลังได้มีการนำยาใหม่ๆ มาใช้รักษาโรคนี้ เช่น ยาเลฟฟลูโนไมด์ (leflunomide), และกลุ่มยาชีวภาพออกฤทธิ์ต้านสารทีเอ็นเอฟ (anti-TNF agents) อย่างไรก็ตามยาเหล่านี้มีราคาค่อนข้างสูงและยังมีผลข้างเคียงที่สำคัญหลายอย่าง การใช้ยาดังกล่าวจึงควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษาและจะต้องมีการติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด